ภาษากับการทำงาน


ภาษาญี่ปุ่นนั้นอาจจะยากก็จริง แต่ว่าหากเราชอบ และตั้งใจเรียนก็สนุกเหมือนกันนะค่ะ วันนี้ขอแนะนำเวปไซด์ที่จะช่วยให้การฟังภาษาญี่ปุ่นของคุณเก่งขึ้น และนอกจากนี้ยังได้ฟังเพลงญี่ปุ่นอย่างที่ไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อนด้วย!

J Chanel FM 93.75 (http://www.sakurakiss.net/)

Chanel ที่มีแต่ความเป็นญี่ปุ่น หลากหลายเรื่องราวของคนญี่ปุ่นที่อยู่ในเืมืองไทย การดำเนินรายการนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่อาจจะมีภาษาไทยบ้างในบางช่วงที่มีการสอนภาษาไทยนะค่ะ หากไม่ยุ่งจนเกินไปคุณอาจรับฟังออนไลน์ได้ ที่ http://www.sakurakiss.net/ หรือรับฟังในขณะที่ขับรถไปด้วยก็ได้ที่ FM 93.75 ใช้ภาษาญี่ปุ่นมาทั้งวันแล้วคงจะเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว ลองพักผ่อนด้วยการฟังเพลงสบายๆ ดูก็ดีนะคะ…(หรืออาจจหนักกว่าเดิม อืม…)

นอกจากจะได้ฟังเพลงก็ยังมีการแนะนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่น่ารู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นด้วย ยังไงลองเข้าไปดูไปฟังกันได้นะค่ะ จะได้ไม่ต้องเครียดกับงานจนเกินไปนะค่ะ

น้องๆ นักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาแล้วคงจะมีคำถามว่า ถ้าจบออกมาแล้วจะทำงานอะไร และสามารถเอาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างไรบ้าง บางคนอาจจะเครียดเพราะไม่รู้ว่าความสามารถของตนเองอยู่ในระดับไหน และที่สำคัญยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร

เนื่องจากน้องฝ้ายที่เข้ามา ทำงานเป็นนักศึกษาฝึกงานที่บริษัทจัดหางาน เจดี โอเรียนท์ จึงขอสัมภาษณ์ และสอบถามเกี่ยวกับความใฝ่ฝันในการทำงานเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ยังไม่รุ้ว่าจะทำงานอะไรดีนะค่ะ เรามาติดตามกันเลยค่ะ

” ดิฉันเป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบในภาษาเพราะดิฉันคิดว่าภาษานั้นไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม ภาษาสามารถทำให้คนบนโลกสื่อสารกันได้

การที่ดิฉันเลือกเรียนทางภาษานั้นเพราะว่าการที่เราเรียนรู้ภาษามากขึ้น อีก หนึ่งภาษาเท่ากับเราได้เปรียบคนอื่นในการหางานอีกหนึ่งขั้น แต่ไม่ใช่ว่าจะเรียนรู้ทางภาษาอย่างเดียว การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่นก็มีความสำคัญเท่าเทียมกัน เหตุผลที่ดิฉันเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้น อย่างแรกที่ฉันคิดคือ เสียงอ่านของภาษาญี่ปุ่นนั้นไพเราะดีและตัวหนังสือก็ยังมีความสวยงาม แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือดิฉันอยากร่วมงานกับคนญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นมีความสุภาพ มีความตั้งใจทำงานและมีความตรงต่อเวลามาก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคนไทยแล้ว ในกรณีที่ดิฉันเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ความใฝ่ฝันในอาชีพนั้นยังไม่ตายตัว เพราะยังขาดประสบการณ์ในการเรียนรู้ของการทำงาน แต่ในตอนนี้ ดิฉันอยากจะทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเลขาที่มีเจ้านายเป็นคนญี่ปุ่น ทำให้เราสามารถพัฒนาการในด้านภาษาทั้ง4 ด้านไปพร้อมๆกัน และอีกหนึ่งความคิดก็คืออยากไปศึกษาต่อและทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น

ดิฉันมีความรู้สึกดีๆ ต่อประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและคิดว่าประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม และการเมือง ด้านเทคโนโลยี หรือด้านแฟชั่น ที่ดิฉันสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันหมด”

เขียนโดย น้องฝ้าย เอกภาษาญี่ปุ่นปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อน้องๆ บ้างไม่มาก้น้อยนะค่ะ เชื่อว่าน้องๆ หลายคนก็คงมีความฝันอยากทำโน่น อยากทำนี่ ก็ขอเป็นกำลังใจให้อีกเช่นเคยนะค่ะ

ลงทะเบียนสมัครงานฟรีไ้ด้ที่ http://www.jd-orient.com/thaiwork-en/

สนใจศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น http://discoveryedu.asia

ในปัจจุบันภาษากับการทำงานนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งนะค่ะ ซึ่งความสำคัญในแต่ภาษานั้นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจที่เราสมัครงานหรือทำงานด้วยนะค่ะ และก็ตำแหน่งงานที่เราทำก็มีส่วนบอกได้ว่าภาษานั้นจำเป็นแค่ไหนในการหางานและสมัครงาน

บางบริษัทนั้นมีแบบทดสอบไว้เยอะแยะมากมายสำหรับผู้สมัครงานที่จะเข้ามาทำ งาน ด้วยข้อสอบที่สุดโหดทั้งภาษา และคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานจริงๆ นั้นก็ไม่ได้ใช้งานเท่าที่ควร

โดยส่วนตัวของผู้เขียนนั้น เห็นว่าการให้ผู้สมัครงานได้ทำข้อสอบที่มากเกินไป และอยากจะดูยากเกินไปนั้น อาจจะสร้างความกดดันให้กับผู้สมัครงานได้ และทำให้ผู้สมัครงานนั้นเกิดความเครียดทำให้การทดสอบไม่ได้ผลเท่าที่ควร  ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันออกไป เช่นตำแหน่งล่ามหรือนักแปล ก็น่าจะมีความรู้ด้านภาษาเป็นอย่างดี และสามารถใช้ภาษานั้นๆ ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาให้มากที่สุด จากประสบการณ์ในบริษัทจัดหางานนั้น ตำแหน่งบัญชีอาจจะใช้ภาษาค่อนข้างน้อย แต่ก็มีศัพท์เทคนิคที่ใช้สื่อสารทำความเข้าใจได้

สำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการพนักงานที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษา ญี่ปุ่นนั้น ก็เนื่องมาจากว่าคนญี่ปุ่นไม่ถนัดภาษาต่างประเทศ ถ้าหากว่ามีพนักงาานที่มีความสามารถด้านภาษาญีปุ่น ก็อาจจะดูเหมือนทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นได้เพราะสามารถสื่อสารภาษาเดียวกัน แต่ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นเองก็มีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศมากขึ้น แต่ตำแหน่งที่ยังจำเป็นอยู่มากนั้นเห็นจะเป็นตำแหน่งล่าม หรือนักแปล เพราะ เอกสารต่างๆ หรือศัพท์เทคนิคนั้นค่อนข้างเยอะ

หากคุณเป็นคนที่ทีความสามารถด้านภาษาต่างๆ ก็ไม่จำเป็นนะ่ค่ะต้องสมัครงานเป็นล่ามหรือนักแปลภาษาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็ยังมีตำแหน่งงานอีกมากมายที่คุณอาจจะสามารถปรับใช้ได้นะค่ะ

สมัครงานออนไลน์ฟรีได้ที่ http://www.jd-orient.com/thaiwork-en/

หากมีข้อสงสัยในการสมัครงาน สามารถโทรศัำพท์เข้ามาสอบถามได้ที่ 0-2714-3163-5 หรืออีเมล์เข้ามาได้ที่ jd@jd-orient.com, entry@jd-orient.com

สำหรับใครที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น และต้องการวัดระดับความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นเพื่อการปฏิบัติ ทางบริษัทจัดหางานเจดี โอเรียนท์ขอแนะนำสำนักงานจัดสอบด้านภาษาญี่ปุ่นที่เพิ่งจะเข้ามาเปิดตัวในเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้นะค่ะ ขอบอกดังๆ นะค่่ะว่าปีนี้จะเป็นการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติครั้งแรก จะไม่ต้องเสียค่าสมัครสอบค่ะ….น่าสนใจใช่มั้ยละค่ะ

1. J.TEST (การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติ) คืออะไร?

J.TEST (การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติ) เป็นการสอบเพื่อวัดความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของชาวต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาแม่ อย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์ โดยเริ่มจัดให้มีการสอบวัดระดับโดยสมาคมสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 เป็นต้นมา

เริ่มแรก J.TEST เป็นการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นสำหรับองค์กรซึ่งเป็นบริษัทเป็นส่วนใหญ่ โดยได้รับความสนใจและนำไปใช้สอบวัดระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของบริษัทญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อนำผลของการสอบวัดระดับไปใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาจ้างงานพนักงานท้องถิ่นของบริษัทญี่ปุ่นที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือในการพิจารณาส่งพนักงานท้องถิ่นมาทำงานในประเทศญี่ปุ่น หรือในการพิจารณาขึ้นเงินเดือน หรือเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ J.TEST ยังเป็นการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นทั่วไป ที่จัดขึ้นบ่อยถึง 6 ครั้งต่อปี โดยจัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และในต่างประเทศเช่น ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน ฯลฯ ในแต่ละปี มีนักศึกษาต่างชาติ พนักงานบริษัท นักเรียนของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นเข้ารับการสอบวัดระดับประมาณ 5หมื่นคน

ในการทำงานหรือศึกษาต่อ หรือใช้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อปฏิบัติหน้าที่งาน จำเป็นต้องมีความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นระดับสูง จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติ J.TEST เพื่อให้ทราบระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของตน และหาหนทางพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายข้างหน้าต่อไป

*ในเอกสาร “คำแนะนำการสมัครงานสำหรับนักศึกษาต่างชาติ” ที่พิมพ์โดยศูนย์บริการนักศึกษาชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นองค์กรนิติบุคคลภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น ยังได้แนะนำให้นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการสมัครงานในประเทศญี่ปุ่นเข้าสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นของ J.TEST

*ในประเทศจีน ได้มีการรับรองการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น J.TEST อย่างเป็นทางการโดย “กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ต่อไปเรียกว่ากระทรวงแรงงาน) “(เทียบเท่ากับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม) ของรัฐบาลจีน ผู้ที่สอบผ่านการสอบวัดระดับในประเทศจีน จะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงแรงงาน เพิ่มเติมนอกเหนือจากประกาศนียบัตรปกติของ J.TEST อีกด้วย

วัตถุประสงค์ของ J.TEST คือการกลั่นกรองและนำเสนอบุคลากรที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นให้กับบริษัท นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ J.TEST ได้รับการยอมรับจากบริษัทเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศ และสามารถช่วยให้ผู้สมัครจำนวนมากสามารถเข้าทำงานในบริษัทหรือองค์กรเหล่านี้ จนถึงกับได้รับการขนานนามว่าเป็น “TOEIC ภาคภาษาญี่ปุ่น” เลยทีเดียว * TOEIC เป็นเครื่องหมายการค้าของ ETS


2. จุดเด่นของ J.TEST

ให้ความสำคัญกับความสามารถเชิงปฏิบัติการ
J.TEST จะมีสัดส่วนของคำถามเกี่ยวกับการฟังค่อนข้างมาก โดยมีคะแนนในส่วนนี้สูงถึง 50% ของคะแนนทั้งหมด ถือเป็นการสอบวัดระดับที่ให้ความสำคัญกับความสามารถด้านภาษาในเชิงปฏิบัติค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ข้อสอบยังมีการนำเอา ความเข้าใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ข่าวจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร บทความหรือข้อมูลกราฟต่างๆ ในเชิงธุรกิจ ฯลฯ มาใช้เป็นคำถามเพื่อประเมินความสามารถโดยรวมและความสามารถเชิงปฏิบัติของผู้เข้าสอบอย่างเป็นระบบและมีหลักเกณฑ์

มีการสอบวัดระดับบ่อยครั้ง
J.TEST มีการสอบหลายครั้งในเวลา 1 ปี โดยจัดให้มีการสอบเป็นการทั่วไปบ่อยถึงเดือนเว้นเดือน สำหรับบริษัทต่างๆ แล้ว สามารถนำเอา J.TEST ไปใช้ประโยชน์ในการฝึกอบรมพนักงาน หรือการคัดเลือกเพื่อจ้างพนักงานเข้าทำงานได้เป็นอย่างมาก และสำหรับผู้ที่กำลังเรียนหรือศึกษาภาษาญี่ปุ่น J.TEST ก็มีประโยชน์ตรงที่สามารถวัดระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และสามารถนำมาใช้พัฒนาระดับภาษาญี่ปุ่นของตนเองได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถจัดให้มีการสอบวัดระดับเป็นกรณีพิเศษสำหรับองค์กรแยกต่างหากได้ตามความต้องการ

ผู้เข้าสอบสามารถประเมินระดับความสามารถของตน และนำไปพัฒนาความรู้ความสามารถได้อย่างสะดวก
เพื่อช่วยให้ผู้เข้าสอบสามารถพัฒนาระดับความรู้ความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของตนได้ดียิ่งขึ้นไปอีก หลังจากสอบเสร็จแล้ว สามารถนำเอากระดาษคำถามกลับไปได้ (สำหรับการสอบวัดระดับสำหรับองค์กร ไม่อนุญาตให้นำกระดาษคำถามออกไป)

หลังจากสอบเสร็จแล้ว นอกจากใบแจ้งผลการสอบ, ประกาศนียบัตร (สำหรับผู้ที่ผ่านการสอบเท่านั้น) แล้ว ผู้เข้าสอบยังจะได้รับใบเฉลยข้อสอบด้วย โดยจะมีการระบุสถิติเช่นสัดส่วนของผู้ที่ตอบคำถามถูกในแต่ละข้ออย่างละเอียดให้ด้วย ผู้เข้าสอบจึงสามารถนำเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นไปใช้ในการแก้ไขจุดอ่อนและพัฒนาความสามารถของตนเองให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

รายละเอียดของการสอบวัดระดับ J.TEST
การสอบวัดระดับจะแบ่งเป็น “การสอบวัดระดับ A-D” สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นกลางหรือขั้นสูง และ “การสอบวัดระดับ E-F” สำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น การสอบวัดระดับแต่ละประเภท จะวัดระดับของผู้เข้าสอบออกมาตามคะแนนที่ได้

ระดับความยากง่ายของการสอบทุกครั้งจะคงที่เท่ากันตลอด การสอบหลายๆครั้งจะทำให้สามารถทราบถึงความก้าวหน้าของระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของตนได้อย่างชัดเจน (สามารถวัดระดับความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นได้มากกว่า 1 ขั้น) และหากสามารถทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับประกาศนียบัตรระดับความสามารถดังกล่าว

การสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่น J.TEST แบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ การสอบวัดระดับสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นกลางหรือขั้นสูง (ระดับ A-D) และการสอบวัดระดับสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น (ระดับ E-F) แต่ละประเภทยังแบ่งออกเป็นขั้นย่อยๆ กล่าวคือการสอบวัดระดับสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นกลางหรือขั้นสูง (ระดับ A-D) มีทั้งหมด 7 ขั้น และการสอบวัดระดับสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น (ระดับ E-F) มีทั้งหมด 2 ขั้น

* สำหรับใบเฉลยข้อสอบ (รวมสคริปต์ของคำถามการฟัง) จะนำข้อมูลไปลงไว้ในอินเตอร์เน็ตภายในเวลา 1 สัปดาห์หลังจากการสอบดำเนินการเสร็จสิ้น

การสอบวัดระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นระดับ A-D

- พิจารณาและระบุความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับ A บวก จนถึง D ตามคะแนนที่สอบได้จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน
- สำหรับผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนได้เกิน 500 คะแนนขึ้นไป จะได้รับประกาศนียบัตรผ่านการสอบวัดระดับ
* ผู้เข้าสอบต้องทำคะแนนในทุกส่วนให้ได้มากกว่า 20% ของคะแนนเต็มในแต่ละส่วน จึงจะได้รับประกาศนียบัตร หากได้คะแนนรวมเกิน 500 คะแนนขึ้นไป แต่มีบางส่วนได้ไม่ถึง 20% จะไม่ได้รับประกาศนียบัตร

[รายละเอียดของข้อสอบ]
คำถามการฟัง ประมาณ 45 นาที
1. คำถามการบรรยายภาพ / 2. คำถามการโต้ตอบ / 3. คำถามจากบทสนทนา / 4. คำถามจากคำอธิบาย

คำถามการอ่านเอาเรื่องและบรรยาย ประมาณ 80 นาที
5. คำถามอักษรคันยิ / 6. คำถามไวยากรณ์ / 7. คำถามรวมการอ่านเอาเรื่อง / 8. คำถามการบรรยาย
หลังจากจบคำถามการฟังแล้ว จะเริ่มคำถามการอ่านเอาเรื่องและบรรยายทันที ไม่เว้นเวลาสำหรับหยุดพัก

[คะแนนและการประเมินผล]
คะแนนเต็ม 1,000 คะแนน (การฟัง 500 คะแนน, อ่านเอาเรื่องและบรรยาย 500 คะแนน)

ประกาศนียบัตรและผลการสอบ
<ระดับ A บวก> มีผลการสอบตั้งแต่ 930 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถสื่อสารในระดับสูงในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ
(สามารถเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นในระดับสูงได้)

<ระดับ A> มีผลการสอบตั้งแต่ 900 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถสื่อสารอย่างเพียงพอในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ
(สามารถเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นทั่วไปได้)

<ระดับ A ลบ> มีผลการสอบตั้งแต่ 850 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถสื่อสารอย่างเพียงพอในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ ภายใต้ขอบเขตที่กำหนด
(สามารถเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานได้)

<ระดับ B> มีผลการสอบตั้งแต่ 800 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถสื่อสารอย่างเพียงพอในเรื่องและสถานการณ์ต่างๆ ทั่วไป
(สามารถทำงานในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลานานได้)

<ระดับ B ลบ> มีผลการสอบตั้งแต่ 700 คะแนนขึ้นไป
สามารถสื่อสารขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอในชีวิตประจำวัน ที่โรงเรียน หรือที่บริษัทได้
(สามารถเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้) (สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นได้)

<ระดับ C> มีผลการสอบตั้งแต่ 600 คะแนนขึ้นไป
แม้จะมีส่วนที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มอีกบ้าง แต่สามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานได้

<ระดับ D> มีผลการสอบตั้งแต่ 500 คะแนนขึ้นไป
ระดับขั้นต่ำสุดในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น (เข้าใจภาษาญี่ปุ่นอย่างง่าย)

<ไม่ผ่าน> มีผลการสอบต่ำกว่า 500 คะแนน

การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency) ขั้น 1 = ผลการสอบ J.TEST ที่ประมาณ 650 คะแนน
การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (Japanese-Language Proficiency) ขั้น 2 = ผลการสอบ J.TEST ที่ประมาณ 550 คะแนน

* การเปรียบเทียบกับการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น เป็นเพียงการประมาณเท่านั้นระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นระดับ E-F

- พิจารณาและระบุความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับ E จนถึง F ตามคะแนนที่สอบได้จากคะแนนเต็ม 500 คะแนน
- สำหรับผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนได้เกิน 250 คะแนนขึ้นไป จะได้รับประกาศนียบัตรผ่านการสอบวัดระดับ
* ผู้เข้าสอบต้องทำคะแนนในทุกส่วนให้ได้มากกว่า 20% ของคะแนนเต็มในแต่ละส่วน จึงจะได้รับประกาศนียบัตร หากได้คะแนนรวมเกิน 250 คะแนนขึ้นไป แต่มีบางส่วนได้ไม่ถึง 20% จะไม่ได้รับประกาศนียบัตร

[รายละเอียดของข้อสอบ]
คำถามการฟัง ประมาณ 30 นาที
1. คำถามการบรรยายภาพ / 2. คำถามการโต้ตอบ / 3. คำถามจากบทสนทนา / 4. คำถามจากคำอธิบาย

คำถามการอ่านเอาเรื่อง ประมาณ 70 นาที
5. คำถามตัวอักษรคันยิ / 6. คำถามไวยากรณ์ / 7. คำถามรวมการอ่านเอาเรื่อง / 8. คำถามการบรรยาย

หลังจากจบคำถามการฟังแล้ว จะเริ่มคำถามการอ่านเอาเรื่องและการบรรยายทันที ไม่เว้นเวลาสำหรับหยุดพัก

[คะแนนและการประเมินผล]
คะแนนเต็ม 500 คะแนน (การฟัง 200 คะแนน, อ่านเอาเรื่อง 300 คะแนน)

ประกาศนียบัตรและผลการสอบ
<ระดับ E> มีผลการสอบตั้งแต่ 350 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถระดับผ่านการเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น / สามารถเดินทางไปเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นเองได้
(* เท่ากับประมาณขั้นที่ 3 ของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น)

<ระดับ F> มีผลการสอบตั้งแต่ 250 คะแนนขึ้นไป
มีความสามารถระดับผ่านเทอมแรกของการเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น
(* เท่ากับประมาณขั้นที่ 4 ของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น)

<ไม่ผ่าน> มีผลการสอบต่ำกว่า 250 คะแนน

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมในการสอบได้ที่ Http://www.j-test.org/th/

ไม่ต้องกลัวนะค่ะว่าสอบไปแล้วไม่ได้ใช้หรือไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้มีประสบการณ์ในการทำข้อสอบ และสามารถรู้แนวข้อสอบว่าเรายังอ่อนตรงจุดไหนบ้าง ซึ่งก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีความพยายาม และตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นยิ่งขึ้นนะค่ะ

นอกจากนี้แล้วเราก็ยังสามารถนำมาใช้ในการสมัครงานได้ด้วยนะค่ะ ซึ่งบริษัทจัดหางานที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นก็ยังต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่น เพื่อแนะนำให้กับบริษัทลูกค้าที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ในการทำงานกับคนญี่ปุ่นนั้น การใช้ภาษาญี่ปุ่นก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะขี้อาย ไม่กล้าพูดภาษาิัอังกฤษ (ไม่ใช่ว่าพูดไม่ได้นะค่ะแต่อาจจะเป็นเพราะว่าขี้อายมากกว่า)

เมื่อต้องทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นหลายๆ คนก็ต้องไปลงเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม เพื่อสามารถนำกลับมาใช้ในการสื่อสารได้ บางคนก็ถูกบังคับให้ไปเรียนก็มีโดยที่เราไม่ต้่องเสียตังค์เอง….แต่ก็ยังไม่อยากเีัรียนอยู่ดี (เฮ้อ แต่คนไม่มีตังค์จจะเรียนนี่สิ….อยากเรียนจัง^_^)

ถ้าเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจังก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได เช่นการสมัครงานในตำแหน่งล่ามภาษาญี่ปุ่น หรือทำงานในตำแหน่งที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสทนา หรือรายงานต่างๆ ซึ่งไม่จะเป็นเฉพาะตำแหน่งล่ามอย่างเดียว เช่นการสมัครงานกับบริษัทจัดหางานที่เป็นของญี่ปุ่น ก็จะมีตำแหน่งว่างเป็นพิเศษ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หรือในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ

รงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นที่อยู่ที่เมืองไทยเราก็มีไม่น้อยนะค่ะ หรือบางบริษัทที่เป็นของญี่ปุ่นก็จะให้พนักงานมาสอนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ โดยที่ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ได้ ซึ่งโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นต่างๆ ก็มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงระดับสูง โดยอาจารย์ผู้สอนก็มีทั้งคนไทยที่ไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลานาน และอาจารย์ที่บินตรงมาจากญี่ปุ่น ที่จบด้านการสอนภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ถ้าจำเป็นต้องเรียนจริงๆ เพื่อการใช้งานก็ลองศึกษาจากเวปไซด์ได้นะค่ะ สำหรับใครที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็สามารถลงคอร์สระดับพื้นฐานไปก่อน ส่วนใครที่มีความรู้อยู่แล้วก็สามารถเลือกคอร์สอื่นเพื่อนเพิ่มพูนความรู้ได้ หรือสามารถเลือกตามความถนัดได้นะค่ะ

เพื่อนๆ หลายคนที่มีความสามารถทางภาษาแต่ยังไม่ทราบว่าจะสมัครงานที่ไหนดี หรือไม่ทราบว่าองค์กรไหนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร เพราะถ้าเราทำงานกับชาวต่างชาติแล้ว ไม่ว่าที่ไหนก็จำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ วันนี้ขอนำเสนอองค์กรต่างๆ ที่ มีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ภาษา เพื่อเป็นแนวทางในการหางาน และสมัครงาน ให้กับเพื่อนๆ มาดูกันเลยค่ะ…

1. หน่วยงานราชการ
เช่น สถานทูต สถานกงศุล กรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ และอื่นๆ

2. หน่วยงานเอกชน
บริษัทเอกชนทั่วไป เช่น ธุรกิจนําเข้าและส่งออก ธุรกิจการขนส่งทางเรือ ทางอากาศLogistic BOI และอื่นๆ

3. รัฐวิสาหกิจ
เช่น บริษัทขนส่ง ตลาดหลักทรัพย์ องค์การโทรศัพท์ อื่นๆ

4. สถาบันการศึกษา
เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียน สถาบันสอนภาษา อื่นๆ

5. โรงงานอุตสาหกรรม

เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อาหาร อื่นๆ

6.สถานบริการ
เช่น โรงแรม สายการบิน บริษัททัวร์ โรงพยาบาล สถานีตํารวจ ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร ร้านอาหาร อื่นๆ

ยังมีธุรกิจอีกมากมายที่ต้องใช้ภาษา ถ้าเรามีความสามารถทางภาษาแล้วก็ไม่ต้องกลัวตกงานนะค่ะ แต่ว่าก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราด้วย และ โอกาสในการใช้งานเพื่อทำให้เราได้เพิ่มพูนทักษะของเราด้วย

ถ้าใครอยากจะทำงานบริษัทเอกชนร่วมกับชาวต่างชาติ ก็ลองหันมาใช้บริการของบริษัทจัดหางาน ซึ่งก็มีหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน อังกฤษ หรือ อเมริกา ซึ่งก็มีให้เลือกมากมาย ที่สำคัญเราก็สามารถเลือกตำแหน่งงานได้ตรงกับประสบการณ์ของเรา หรือเพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสาร
ข้อได้เปรียบของผู้ที่มีความสามารถทางด้านภาษาคือนอกจากเราจะสามารถหางานประจำได้ง่ายแล้ว เรายังสามารถรับงานอิสระได้ด้วย เช่น เป็นล่าม สอนภาษา หรือรับแปลเอกสาร เป็นต้น
การเรียนภาษาก็เป็นสิ่งจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน เพราะการสื่อสาร และสื่อที่สามารถสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถในภาษาที่เรียกว่าเป็นภาษาสากล อย่างเช่นภาษาอังกฤษ นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการสมัครงานของเราแล้ว ยังมีประโยชน์ต่ออาชีพของเราในอนาคตด้วย…

สำหรับคนที่ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น หรือคนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับคนญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ ภาษาญี่ปุ่นอาจจำเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องติดต่อกันเองภายในบริษัท และบางคนยังต้องติดต่อกับคนญี่ปุ่นที่ต่างประเทศด้วย ดั้งนั้นความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นก็ต้องอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ในการสัมภาษณ์งานและการสมัครงานนั้นก็ต้องมีการทดสอบความสามารถทางภาษาซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำก่อนการรับเข้าทำงานอยู่แล้วการวัดความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น เมื่อคุณสมัครงานกับบริษัทจัดหางานนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปทางด้านการสื่อสารทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ทั้งนี้เพื่อการประเมินและการเสนองานให้ตรงกับความสามารถ และมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งมีความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่น ก็อาจจะหางานได้ไม่ยากนัก เพราะความต้องการบุคคลากรที่มีความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นเพื่อรับเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยนั้นมีจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อประสานความเข้าใจในเนื้องาน และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ต้องน้อยใจนะค่ะ หรือไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้งาน ยังไงก็ฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งๆ ก็แล้วกัน ถ้าหากภาษาอังกฤษไม่ได้อีกละก้อ……ฝึกพูดภาษาไทยให้คล่องจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ…..